ในขณะที่เด็ก ๆ หลายคนรอคอยเวลาปิดเทอม เพราะเชื่อว่านี่คือเวลาแห่งความสุข ที่จะได้ทำอะไรสนุก  ๆ ได้พักผ่อนจากการเรียนที่เหนื่อยล้า       

เวลาปิดเทอม กลับเป็นเวลาที่พ่อแม่หลายคน มีความกังวล เพราะเป็นเวลาที่ลูกไม่ได้ไปโรงเรียน พ่อแม่ที่มีงานประจำ จึงต้องหาที่ “ฝากดูแลลูก” และมักจบลงที่ สถาบันกวดวิชา เรียนพิเศษที่โรงเรียน หรือสุดท้ายก็ให้ลูกเล่นหน้าจอแบบไร้ขีดจำกัดอยู่ที่บ้าน 

จริง ๆ แล้วเวลาปิดเทอม เป็นเวลาดี ๆ ที่เด็ก ๆ จะได้มีประสบการณ์ชีวิต “นอกตำรา”      

ประสบการณ์จริงช่วยให้ลูกมีโอกาสเรียนรู้อย่างรอบด้าน สายตาลูกได้เห็นของจริงได้ทำความเข้าใจกับรูปร่างขนาดสีสัน ฯลฯ และฝึกการสังเกต การรับรู้สัมผัสผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ด้วยตัวเอง จะเกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง  นอกจากเรียนรู้แล้วลูกยังได้พัฒนาทักษะด้านต่าง  ๆ ไปด้วย

ตัวอย่างง่าย  ๆ เช่น การพาลูกไปเที่ยวทะเล ลูกจะเข้าใจได้จริง ว่าทะเลและท้องฟ้าสีสันจริงเป็นอย่างไร  รับรู้สัมผัสของน้ำทะเลและเม็ดทราย ถ้าลูกเล่นก่อปราสาททรายก็จะเกิดการเรียนรู้ด้วยตัวเองว่าจะปั้นแบบไหนจึงจะได้รูปทรงที่ต้องการ หรือถ้าหัดว่ายน้ำลูกจะเรียนรู้เรื่องวิธีการลอยตัวอย่างไรให้อยู่ในน้ำ ซึ่งต้องผ่านการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อจะว่ายน้ำเป็น ทักษะหลายอย่างในชีวิตก็ต้องการการฝึกฝนเช่นกัน

ประสบการณ์ที่จะท้าทายศักยภาพ เพื่อการพัฒนา EF (executive function) ของสมอง     

ประสบการณ์ที่จะช่วยพัฒนาทักษะ EF  ให้ลูกได้จะต้องเป็นประสบการณ์ที่ช่วยกระตุ้นการเรียนรู้ของสมองลูก กระตุ้นให้ลูกสนใจ สังเกต เกิดการตั้งคำถาม ได้คิดวิเคราะห์ และถ้าเป็นประสบการณ์ใหม่  ๆ ก็จะยิ่งดี เพราะสมองต้องการเรียนรู้สิ่งแปลกใหม่

EF หรือ Executive Function คืออะไร EF ก็คือกระบวนการทางความคิดในสมองส่วนหน้า ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งถ้าลูกมีทักษะ EF ลูกจะมีความสามารถทั้ง 9 ด้านเพื่อประสบความสำเร็จในชีวิต

1.การจดจำ
2.การรู้จักยับยั้งชั่งใจ
3.รู้จักยืดหยุ่นปรับตัว
4.มีสมาธิจดจ่อ
5.การควบคุมอารมณ์
6.การวางแผนและดำเนินงาน
7.การรู้จักประเมินตัวเอง
8.การเริ่มต้นลงมือทำ
9.การพยายามทำตามเป้าหมายที่วางไว้จนประสบความสำเร็จ

ประสบการณ์ที่จะเห็นโลกหลากหลาย เพื่อการเข้าใจผู้อื่น

เด็กโดยเฉพาะเด็กเล็กมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง จำเป็นต้องพัฒนาทักษะการเข้าใจคนอื่นเพื่อการอยู่ร่วมกับคนในสังคมได้ดี

ทักษะการเข้าใจผู้อื่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อลูกได้ปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ปู่ย่าตายาย เพื่อนวัยเดียวกัน เพื่อนต่างวัย หรือคนอื่น ๆ ที่ลูกได้พูดคุย ทำกิจกรรมร่วมกัน เล่นด้วยกัน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เรียนรู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร รู้สึกอย่างไร ยิ่งได้พบกับผู้คนหลากหลายก็จะเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างของคนอื่นมากขึ้น รวมทั้งรู้จักมีความเห็นอกเห็นใจ

5 ข้อดีของการมีทักษะเข้าใจคนอื่น

1.ช่วยให้อยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข
2.ทำงานประสานงานกับคนอื่นได้ดี
3.เปิดใจกว้างยอมรับในความคิดเห็นของคนอื่นได้
4.เป็นคนมีมนุษย์สัมพันธ์ดี มีเพื่อน มีคนอยากคบหา
5.มีมารยาทสังคมและรู้จักการให้เกียรติ

ประสบการณ์ที่จะเห็นโลกกว้างใหญ่ เพื่อการรู้จัก “โลกข้างใน” ของตัวเอง   

การมีทักษะในการเข้าใจตัวเองรู้ว่าตัวเขาเองเป็นใคร นิสัยใจคออย่างไร ชอบอะไรไม่ชอบอะไรมีข้อดีและจุดด้อยอย่างไร รวมทั้งการเข้าใจอารมณ์ของตัวเองจะช่วยให้ลูกมีโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิตได้สูงทั้งในด้านชีวิตและการทำงาน


ข้อดีของการมีทักษะในการเข้าใจตนเอง

1.รู้ความถนัดของตัวเอง ก็จะเลือกเส้นทางชีวิตที่เหมาะสมและทำสิ่งนั้นได้ดี
2.เมื่อรู้ข้อด้อยหรือจุดอ่อนของตัวเองก็จะสามารถพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น
3.รู้ขีดความสามารถของตัวเอง ก็จะทำตามกำลังความเหมาะสม หรือหาทางเพิ่มขีดความสามารถด้วยการเรียนรู้เพิ่มเติม
4.รู้จักควบคุมอารมณ์และเรียนรู้วิธีการปรับอารมณ์ของตัวเอง
5.รู้ว่าเป้าหมายของตัวเองคืออะไรก็จะสามารถเลือกเส้นทางเดินเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

นี่คือเวลาที่จะพัฒนา “ทักษะที่สำคัญ” ของการใช้ชีวิต

หมอมีกิจกรรมดี ๆ ที่อยากจะแนะนำพ่อแม่ ใช้เวลาว่างในช่วงปิดเทอมของลูก ๆ ให้เป็นประโยชน์นะคะ

ทางสสส.ได้จัดกิจกรรม “ปิดเทอมสร้างสรรค์” ภายใต้แนวคิด “อัศจรรย์วันว่าง” ผ่าน 4 หมวดกิจกรรม คือ ตามหาฝัน แบ่งปันสังคม ค้นหาตัวตน เปิดโลกเรียนรู้

ซึ่งปีนี้มีกิจกรรมและพื้นที่สร้างสรรค์ 1,248 กิจกรรม กระจายอยู่ใน 15 จังหวัด ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยสามารถดูรายละเอียดได้ที่ www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.com หรือ เฟสบุค @ปิดเทอมสร้างสรรค์

ใครสนใจพาลูกฉลาดรู้นอกตำรา ต้องอย่าพลาด